ท่ามกลางกระแสการเติบโตของเมืองที่นำมาซึ่งความท้าทายด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม “ตำบลนาท่อม” อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นต้นแบบตำบลสุขภาวะผ่าน “นาท่อมโมเดล” เปลี่ยนภาพจำจากชุมชนที่เคยประสบปัญหาสารเคมีตกค้าง สู่การเป็น “ศูนย์เรียนรู้ตำบลสุขภาวะ” และยกระดับสู่ “ศูนย์เชี่ยวชาญ” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยด้วยมือของชุมชนเอง คือกลไกที่เปลี่ยนทั้งสุขภาพ สภาพแวดล้อม และเศรษฐกิจให้เติบโตไปด้วยกันได้อย่างต่อเนื่องมานับ 10 ปี
ในฐานะผู้นำท้องที่ที่อยู่เคียงข้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงของตำบลนาท่อมมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น นายอนุชา เฉลาชัย กำนันตำบลนาท่อม กล่าวว่า ตนเริ่มทำงานเป็นผู้ใหญ่บ้านมาตั้งแต่ปี 2548 ก่อนจะได้รับเลือกเป็นกำนันในปี 2551 และเริ่มขับเคลื่อนกระบวนการจัดการตำบลสุขภาวะมาอย่างต่อเนื่อง

“เราเริ่มจากปัญหาสุขภาพของคนในหมู่บ้าน เมื่อตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดสูงถึง 97% เราก็พูดคุยกันผ่านคณะกรรมการหมู่บ้านว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร จนเกิดเป็นโครงการสวนผักชุมชนที่บ้านหูยาน แล้วขยายตัวจากระดับหมู่บ้านกลายเป็น หูยานโมเดล ก่อนเติบโตขึ้นเป็น นาท่อมโมเดล ในระดับตำบล ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาตำบลที่ดึงทุกภาคส่วนเข้ามาทำงานร่วมกัน” นายอนุชา กล่าว
ด้าน นายถาวร คงศรี ผู้จัดการโครงการสนับสนุนการจัดการสุขภาวะโดยกลไกคณะกรรมการพัฒนาตำบล และเลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลนาท่อม กล่าวถึงกระบวนการในการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะว่า หัวใจสำคัญคือกลไกคณะกรรมการพัฒนาตำบลที่ดึงผู้นำท้องที่ องค์กรภาครัฐ และองค์กรศาสนา มาทำงานร่วมกัน ครอบคลุม ตั้งแต่สังคมเกื้อกูล เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ อาหารปลอดภัย ไปจนถึงเด็กและครอบครัว
“ผลจากการใช้เครื่องมือและระบบเหล่านี้ ทำให้เราจัดการพื้นที่และพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อ สสส. เห็นว่าตำบลนาท่อมมีพื้นฐานพร้อมจะขยายผลต่อ ก็ยกระดับให้เราเป็น ศูนย์เชี่ยวชาญ เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการนี้ไปสู่ภูมิภาคอื่นทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ตอนนี้มีเครือข่ายจากกว่า 4 ภูมิภาคเข้ามาเรียนรู้กระบวนการจัดการตนเองของตำบลนาท่อมอย่างต่อเนื่อง” นายถาวรกล่าวทิ้งท้าย

ความสำเร็จของตำบลนาท่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับครัวเรือนหรือกลุ่มเล็ก ๆ ปัจจุบันเครือข่ายผู้ปลูกผักปลอดสารในตำบลได้ขยายตัวจนยกระดับเป็น “กลุ่มวิสาหกิจผักเหลียงแปลงใหญ่ ” ที่มีนางจริยา ฮันพิพัฒน์ หรือ “ป้าหนุน” เป็นแกนหลักในการรวบรวมผลผลิตจากเพื่อนบ้านไปจำหน่ายในแผงขายผักปลอดภัยถึง 3 แห่งในจังหวัดพัทลุง ทำให้คนในตำบลมีแหล่งอาหารปลอดภัยที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้กระจายกลับสู่ผู้ปลูกอย่างเป็นระบบ
“เมื่อก่อนเราเป็นแค่เกษตรกรปลูกผักอยู่หลังบ้านตัวคนเดียว แต่พอได้มารวมกลุ่ม ได้ลงมือทำจนเห็นผลสำเร็จ เห็นผักของเราไปอยู่ในตลาด ได้เห็นเพื่อนบ้านหันมาปลูกผักปลอดภัยเหมือนกับเรา มันไม่ใช่แค่เรื่องของรายได้ แต่มันคือความภาคภูมิใจที่เงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่าเราสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองและคนรอบข้างให้ดีขึ้นได้” ป้าหนุน กล่าวด้วยความภูมิใจ
เมื่อสมาชิกที่ปลูกผักปลอดสารเคมี ขยายไปทั้งตำบล ทำใหผลผลิตเหลือกิน เหลือขาย กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหูยาน หมู่ที่ 8 นำโดย นางสุมาลี ศรีโดน ได้รวมตัวกันแปรรูปสมุนไพรพื้นบ้าน อย่างข่า ตะไคร้ ขมิ้น และพริกที่ปลูกเอง ออกมาเป็น “เครื่องแกงสมุนไพรสูตรปักษ์ใต้” จนพัฒนาคุณภาพถึงระดับมาตรฐาน OTOP กลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้เสริมให้ทั้งกลุ่มแม่บ้านและเกษตรกรผู้ปลูกวัตถุดิบ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการต่อยอดความมั่นคงทางอาหารระดับครัวเรือน ให้กลายเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับชุมชน

ในมิติของการฟื้นฟูนิเวศ บ้านของนางกุลรัชต์ แก้วกวน หรือ “ป้าอ้น” คือแหล่งเรียนรู้ที่สะท้อนการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ คือ ลดใช้ ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น ขยะอินทรีย์และเศษอาหาร ป้าอ้นจะนำไปหมักเป็นปุ๋ยอนทรีย์ เลี้ยงปุ๋ยไส้เดือน และนำไปใช้แทนสารเคมี และนำปุ๋ยเหล่านี้ไปบำรุงพืชผักในแปลงเกษตรแบบ “โคกหนองนา” และพัฒนาผลผลิตจนได้รับมาตรฐาน GAP สร้างรายได้ให้ป้าอ้นได้ตลอดทั้งปี
อีกหนึ่งดัชนีที่ยืนยันการฟื้นตัวของระบบนิเวศในตำบลนาท่อมอย่างเป็นรูปธรรม คือ ผึ้ง เพราะผึ้งไวต่อสารเคมีอย่างยิ่ง หากพื้นที่ใดยังมีการใช้สารเคมีเข้มข้น ผึ้งจะทิ้งรังหรือตายในทันที เมื่อธรรมชาติฟื้นคืน ผึ้งกลับมา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผึ้งจะรักษ์นาท่อม จึงเกิดขึ้น นำโดย ป้าแพน – นางบุญเรือง แสงจันทร์ ที่ใช้ “ผึ้ง” ต่อยอดสู่การผลิตน้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์แปรรูปสร้างรายได้ให้กับสมาชิก ที่บางปีมีรายได้เข้ากลุ่มสูงถึงหลักแสนต่อปี
“ทุกวันนี้ ตัวที่ป้าแพนทำ ถ้าเราพูดปากเปล่า เขาจะไม่เชื่อใช่มั้ย ตัวชี้วัดพืชปลอดภัย เกษตรปลอดภัย คือ จำนวนของผึ้งเนี่ยแหละ ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือ ได้คนเลี้ยงเพิ่มขึ้น เราก็ไปให้องค์ความรู้เขาให้ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี เขาก็จะลด พื้นที่ตรงนั้นก็ลด พื้นที่ตรงนี้ก็ลด สุดท้ายแล้วสิ่งที่เรากลับได้คืนมาคือสุขภาพของตัวเราเองก่อน ตามมาด้วยสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ถามว่าตอนนี้ แฮปปี้มั้ย แฮปปี้ ตุง ๆ กระเป๋าตุงแล้ว” ป้าแพน กล่าว

นอกจากมิติอาหารและสิ่งแวดล้อม นาท่อมโมเดลยังให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่กลุ่มที่กลุ่มแม่บ้านและสตรีในพื้นที่ อย่างเช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองปริง ภายใต้การนำของนางสาวอำไพรัตน์ เรืองรักษ์ ที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ปัญหาการขาดรายได้ประจำของแม่บ้านที่ต้องดูแลบ้านและบุตรหลาน ผ่านระบบข้อมูลตำบล (TCNAP) จนนำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มที่ครอบคลุมตั้งแต่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การรวมกลุ่มอาชีพ และการเชื่อมโยงช่องทางตลาดร่วมกับกลไกความร่วมมือของตำบล ทำให้รายได้กระจายกลับคืนสู่ครัวเรือนอย่างเป็นธรรมและต่อเนื่อง
ด้านนายมานะ ช่วยชู ผู้จัดการศูนย์สนับสนุนวิชาการพื้นที่ภาคใต้ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวถึงเบื้องหลังการเข้ามาหนุนเสริมตำบลนาท่อม ว่า สสส. เข้ามาทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” เพื่อให้ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาจัดการตนเองได้
“ภารกิจของ สสส. คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนใน 4 มิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา เราเชื่อว่าชุมชนที่เข้มแข็งคือคำตอบที่แท้จริงของการจัดการสุขภาวะ สิ่งที่เราทำคือการเข้าไปหนุนเสริมให้พื้นที่มีกลไก ‘4+1’ ให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือชี้เป้าในการแก้ปัญหาอย่างถูกจุด ไม่ใช่แค่ทำโครงการตามงบประมาณ แต่คือการสร้างระบบคิดและระบบจัดการที่ยั่งยืน” นายมานะ กล่าว
สอดคล้องกับนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ประธานกรรมการกำกับทิศ พื้นที่ภาคใต้ สสส. ได้สะท้อนถึงภาพรวมการทำงานในพื้นที่ว่า สสส. ไม่ใช่หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก แต่มีบทบาทเป็นผู้กระตุ้นและเติมเต็มในสิ่งที่ขาด โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่าน “คน” และ “วิธีคิด” เป็นหัวใจสำคัญ

“ในส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของวิธีคิดของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าศาสตร์พระราชามีคำตอบสุดท้าย ในการที่จะทำให้เราคิดแบบมีเหตุมีผล มีความเป็นอยู่พอเพียง การที่ สสส. เข้ามาสนับสนุนในพื้นที่ตรงนี้ เพราะเรามองเห็นความสัมพันธ์ของการแก้ปัญหาเชิงระบบ ทั้งเรื่องการส่งเสริมอาชีพเพื่อปากท้อง ไปจนถึงการรวมกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งเมื่อประชาชนมีกินมีใช้ มีรายได้เสริมและลดรายจ่าย สภาพคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น ถือเป็นการวางรากฐานความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง” นายณรงค์ กล่าว
นาท่อมโมเดลสะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงทางอาหาร การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชุมชน ไม่ใช่เรื่องที่แยกจากกัน แต่เป็นวงจรที่หนุนเสริมกันอย่างเป็นระบบ เมื่อคนในชุมชนมีอาหารปลอดภัยกินเอง สิ่งแวดล้อมก็ฟื้นตัวตามไปด้วย และเมื่อสิ่งแวดล้อมดี ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ชุมชนก็ยิ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น กลายเป็นเงินที่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ครัวเรือน ลดปัญหาทางเศรษฐกิจ และเปิดทางให้คนในพื้นที่มีกำลังกลับมาดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของตนเองต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

