กรุงเทพฯ – 29 มีนาคม 2569 – เวทีความร่วมมือด้านการลงทุนไทย–จีนเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ได้มีการจัดงาน “การประชุมสุดยอดวิสาหกิจจีนเพื่อการลงทุนต่างประเทศ และการประชุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทย ครั้งที่ 2” ขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมุ่งสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงนักลงทุนจีนกับโอกาสการลงทุนในประเทศไทย พร้อมผลักดันความร่วมมือด้าน Industrial Park และ Supply Chain รวมถึงการสร้างโอกาสในภาคอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงพัฒนาการของความร่วมมือไทย–จีนที่ก้าวลึกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยทั้งสองประเทศมีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกัน ทั้งในด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ การยกระดับอุตสาหกรรม และการเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนในระดับอาเซียน
ภายในงานมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรธุรกิจ และผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ครอบคลุมทั้งภาคการผลิต เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการเงิน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ

คุณบุญยงค์ ยงเจริญรัฐ รองประธานและผู้อำนวยการบริหารสหพันธ์หอการค้าไทย–จีนและสมาคมธุรกิจต่าง ๆ กล่าวว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้กลับมาร่วมงานอีกครั้งภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน หลังจากงานครั้งที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างมาก เวทีนี้มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนความต้องการของนักลงทุนจีน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอศักยภาพ ทั้งด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และโอกาสการลงทุน ในปัจจุบัน ภาคการผลิตของจีนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความต้องการกระจายการลงทุนสู่ต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน”

ด้านคุณชุน ไพลินดีเลิศ นายกสมาคมนักธุรกิจยุคใหม่ไทย-จีน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า “การจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุนชาวจีนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยและจีนได้พบปะและสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน บทบาทขององค์กรและเครือข่ายธุรกิจไทย–จีนยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยทำหน้าที่เป็นเวทีเชื่อมโยงและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจากทั้งสองประเทศได้พบปะ สร้างพันธมิตร และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

ขณะที่คุณเว่ย หยง ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้นักลงทุนสามารถขยายธุรกิจและเชื่อมโยงสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ”



การจัดงานในครั้งนี้ยังคงมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือในทุกระดับ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น มั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การประชุมสุดยอดฯ ครั้งที่ 2 นี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความสำเร็จจากครั้งแรก สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ไทย–จีน และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาค ที่พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน

