ถอดบทเรียนงานบุญปลอดเหล้าภาคกลาง ชูค่านิยม “คุณค่า ประหยัด ปลอดภัย” โดยประสานพลังวัด–ผู้นำ–และชาวบ้าน ชูโมเดลตำบลหัวไผ่ จ.อ่างทองเป็นต้นแบบงานบวช งานศพ งานประเพณีปลอดเหล้า

เมื่อเร็วๆนี้ เครือข่ายงดเหล้าภาคกลาง ร่วมกับเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดอ่างทอง จัดเวทีถอดบทเรียนงานบุญประเพณีและงานบวชของชาวอ่างทอง โดยเชิญภาคีมูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอ่างทอง สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 จังหวัดสระบุรี และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกับตัวแทนชุมชนจาก 7 ตำบลในจังหวัดอ่างทอง และชุมชนในจังหวัดภากลาง ทั้ง 8 จังหวัด ณ วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

นายสุธี ประเสริฐศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้า จ.อ่างทอง เปิดเผยผลสำรวจการจัดงานบุญประเพณีและงานบวชนาค จ.อ่างทองว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 948 คน โดยพบว่า ร้อยละ 84 เคยจัดงานบวชที่เคยทำตามมา เช่น เลี้ยงโต๊ะจีน ทำขวัญนาค เครื่องไฟขบวนแห่ตามฐานะ แต่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง ร้อยละ 44.83 ซึ่งการเลี้ยงแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจสะท้อนแนวโน้มเชิงบวก เมื่อประชาชน ร้อยละ 75 เห็นว่างานบวชควรเรียบง่ายได้บุญมากกว่า และ กว่าร้อยละ 86 ระบุว่ามีความตั้งใจจะจัดงานบวชในอนาคตอย่างพอดี สมฐานะ และควรปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 73

พระครูพิทักษ์จันทรังษี เจ้าอาวาสวัดจันทร์ธรังษี ตำบลหัวไผ่ จังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า การทำงานเรื่องงานบวชจำเป็นต้องเริ่มจาก “การเปิดใจเจ้าภาพ” โดยชวนให้มองเห็นว่าการบวชไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ควรเน้นการประกอบพิธีให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย วัดจันทร์ธรังษีได้กำหนดกติกาชัดเจน ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในเขตวัด ไม่ว่าจะเป็นงานบวชหรืองานศพ พร้อมเปิดโอกาสให้บวชแบบเรียบง่ายในลักษณะ “โกนหัวเข้าวัด เลี้ยงเพล” โดยไม่รับเงินอุปัชฌาย์ ส่งผลให้มีผู้มาขอบวชในรูปแบบดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายสุทิน คงพละ อดีตกำนันตำบลหัวไผ่ กล่าวว่า บทเรียนจากตำบลหัวไผ่สะท้อนชัดว่า การเปลี่ยนค่านิยมต้องเริ่มจากผู้นำ หากผู้นำไม่กล้าเริ่ม ชุมชนจะไม่ขยับ ในอดีตหลายครอบครัวกังวลแรงกดดันทางสังคม เช่น กรณีจัดงานบวชที่ต้องเลี้ยงเหล้าหลายสิบโต๊ะ ค่าใช้จ่ายเฉพาะเครื่องดื่มสูงถึง 60,000–100,000 บาท เพราะกลัวถูกมองว่าไม่ให้เกียรติแขก แต่เมื่อผู้นำชุมชนแสดงจุดยืนชัดเจน แนวคิดงานบวชเรียบง่ายจึงค่อยๆ ได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งทุกหมู่บ้านตำบลหัวไผ่เรมมีผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งในการรณรงค์เปลี่ยนค่านิยมนี้

นพ.ทวีโชค โรจนอารัมกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการควบคุมและลดผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับเครือข่ายและหน่วยงานทุกภาคส่วน เริ่มจากการสร้างความเข้าใจ การเฝ้าระวังและการเตือน ก่อนขยับไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับ มีการตั้งด่านชุมชน ตรวจตราไม่ให้ผู้มีอาการมึนเมาขับขี่ออกสู่ถนนในชุมชน โดยเฉพาะถนนรองที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งนี้ การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย และผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย

ขณะที่ นายพุทธิธร ฉัตรบริรักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลท่าช้าง กล่าวว่า เทศบาลมีวัดในพื้นที่ 5 วัด และได้ประกาศชัดเจนให้ทุกวัดเป็นพื้นที่ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ในทางปฏิบัติจะยังพบการฝ่าฝืนอยู่บ้าง โดยเฉพาะในงานบวชและงานศพ แต่เชื่อว่าหากผู้นำเป็นตัวอย่างที่ดี จะช่วยลดปัญหาได้อย่างมาก เทศบาลจึงเริ่มจากการปรับวัฒนธรรมองค์กร จัดกิจกรรมที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ใช้น้ำเปล่า น้ำสมุนไพร และอาหารเป็นหลัก จนค่อย ๆ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของพื้นที่ นอกจากนี้ เทศบาลตำบลท่าช้างยังได้สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชน ผ่าน “Academy ตำบลท่าช้าง” ใช้วัดเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมกีฬาและการเรียนรู้หลังเลิกเรียน เพื่อลดเวลาว่าง ลดการตั้งวงดื่ม และปลูกฝังพฤติกรรมเชิงบวกในระยะยาว

นางกาญจนา เกษสุวรรณ์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน ตำบลมหาดไทย เล่าว่า การรณรงค์งดเหล้าเริ่มจากปัญหาในครอบครัว ก่อนขยายสู่ระดับชุมชน โดยใช้วิธี “ขอความร่วมมือ ลดเหล้า” แทนการบังคับ พร้อมใช้เครื่องมืออย่างบัญชีครัวเรือนให้เห็นผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย และเชื่อมโยงไปสู่งานบุญ งานศพ และงานบวช รวมถึงการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกเหล้าเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างเหมาะสม

เวทีถอดบทเรียนครั้งนี้สะท้อนสภาพสังคมให้เห็นอย่างชัดเจนว่า งานบุญประเพณี โดยเฉพาะงานบวชในจังหวัดอ่างทอง กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมที่เคยแฝงด้วยความสิ้นเปลืองและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปสู่รูปแบบที่เรียบง่าย เน้นแก่นแท้ทางพระพุทธศาสนาและคุณค่าทางจิตใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของพระสงฆ์ ผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน ที่ไม่เพียงแต่ร่วมกันคิดและรณรงค์ แต่ยังลงมือ “พาทำ” อย่างต่อเนื่อง จนเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในระดับชุมชน และกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดงานบุญที่พอดี สมดุล และปลอดปัจจัยเสี่ยงในสังคมไทย

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *