“สสส.” จับมือกับ “มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว” เปิดตัวชุดหนังสือนิทาน “ครอบครัวสุขภาพดี..ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า” หวังเป็นสื่อกลางให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู ใช้อ่านสร้างความตระหนักรู้ให้เด็กเข้าใจพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า “นายวิเชษฐ์” กรรมการกองทุน สสส. ระบุ “ครอบครัว-ท้องถิ่น-ชุมชน” ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เด็กเล็ก ก่อนเข้าสู่วัยรุ่นแล้วออกจากการดูแล “พญ.พรรณพิมล” จิตแพทย์เด็ก สะท้อน เด็กมักเห็นคนรอบตัวสูบบุหรี่ไฟฟ้า บริษัทผลิตตกแต่งให้คล้ายของเล่น มีกลิ่นหอม หวัง หนังสือชุดนิทานฯ ช่วยสร้างความตระหนักพิษภัยให้เด็กและครอบครัว “พี่ตุ๊บปอง” ผู้ประพันธ์ชุดหนังสือฯ เผย “นิทานเป็นเรื่องเล่าขานผ่านชีวิตคน” ช่วยย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ใช้กลวิธีเรื่องเล่าที่เด็กเข้าถึงได้ ชวน พ่อแม่ อ่าหนังสือให้เด็กฟังตามหลัก 3 ดี

วันที่ 12 ม.ค. 2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ กรุงเทพฯ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวชุดหนังสือนิทาน “ครอบครัวสุขภาพดี..ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า” จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 “หอมจัง… แต่ระวังนะ” เรื่องที่ 2 “ตุ๊กตา.. น่ากลัวจัง” และเรื่องที่ 3 “ ไม่รักลูกเหรอ” ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ “สานพลังพัฒนาเครือข่ายครอบครัว เสริมภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเรียนรู้จากสื่อสร้างสรรค์”
ทั้งนี้ ชุดหนังสือนิทานดังกล่าว จะใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในการสร้างภูมิคุ้มกันจากบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเด็กวัยอนุบาลถึงประถมศึกษาตอนต้น และขยายผลในการสอนของครูและผู้ปกครอง ผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการเล่านิทานในพื้นที่ 4 จังหวัด ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ จ.ลำปาง จ.นครพนม จ.นครปฐม จ.สงขลา และ 4 ชุมชนในพื้นที่ กทม. และ จ.นนทบุรี

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 กล่าวว่า การป้องกันปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กเล็กถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะเด็กเล็กยังคงอยู่ในการดูแลของพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมไปถึงศูนย์พัฒนาเด็ก หรือสิ่งแวดล้อมรอบชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ ซึ่งแตกต่างจากวัยรุ่นที่เริ่มจะออกห่างจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดไปอยู่ในสังคมของเพื่อนเป็นหลัก
ดังนั้น การจะสร้างคุณค่าที่ถูกต้องให้กับเด็กในเรื่องพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าต้องเริ่มต้นจากผู้ปกครองที่มีความรู้และเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงเพื่อนำไปถ่ายทอดให้กับเด็กผ่านการชวนสนทนา หรือถาม-ตอบกับบุตรหลานของตนเอง นอกจากการชวนตั้งคำถาม หรือสร้างให้เกิดบทสนทนาแล้ว ด้วยวัยของเด็กที่มักจะชอบการฟัง ดังนั้น การสื่อสารผ่านการเล่านิทานให้ฟังก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา สสส. ก็ได้มีการสนับสนุนโครงการที่จะทำให้เกิดการผลิตสื่อต่างๆ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยงของบุหรี่ไฟฟ้าหลายส่วนด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือชุดหนังสือนิทานครอบครัวสุขภาพดี..ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า

นายวิเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมิติของครอบครัวแล้ว การร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีผ่านศูนย์พัฒนาเด็กที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็มีส่วนสำคัญเช่นกันในการสอดแทรกองค์ความรู้ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องผ่านครูพี่เลี้ยง ขณะที่บทบาทของชุมชน ซึ่งประกอบไปด้วยวัดจะมีส่วนสำคัญในการสอดแทรกเนื้อหาเรื่องพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้าผ่านกิจกรรมต่างๆ ทางศาสนา รวมไปถึงโรงเรียนระดับประถมในชุมชนที่ผู้บริหารสามารถจะบรรจุความรู้เหล่านี้ลงไปในหลักสูตรการเรียนการสอนได้ ซึ่งโรงเรียนจะเป็นด่านถัดมาหลังจากที่เด็กออกมาจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแล้ว และที่สำคัญต่อมาคือร้านค้าต่างๆ ในชุมชน ที่จะต้องเป็นร้านค้าสีขาวปลอดจากการขายบุหรี่ไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้คือการร่วมมือร่วมใจกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเด็กเพื่อให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยง และจะกลายเป็นอนาคตของชาติที่มีสุขภาวะดีครบทั้ง 4 มิติ คือ กาย ใจ สังคม ปัญญา

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ประธานมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่า ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับโรงเรียนต่างๆ ของมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวพบว่ามีสัดส่วนเด็กจำนวนไม่น้อยที่รับรู้รับทราบ หรือมองเห็นคนรอบตัว เช่น ครอบครัว คนในชุมชนของตนมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และมีเด็กจำนวนหนึ่งเริ่มมีการทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยไม่รู้ว่ามีความอันตราย เพราะบริษัทที่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้ามีการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับของเล่น และแต่งกลิ่นที่หอมจนกลายเป็นแรงจูงให้เด็กไม่ทันได้ตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่
ดังนั้น ทางโครงการฯ จึงมีความประสงค์ที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโทษของบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเพื่อไม่นำไปสู่ระดับของการทดลอง ผ่านหนังสือนิทานสำหรับเด็กซึ่งจะไม่ได้ส่งผลแค่กับเด็กเท่านั้น แต่จะเป็นการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นกับบุคคลในครอบครัวด้วยที่จะไม่ใช้ หรือเลิกการใช้บุหรี่ไฟฟ้าด้วยรับทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบุตรหลานของตนเอง
“ที่ผ่านมามูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ได้เคยทำงานกับผู้ที่ทำสื่อหนังสือภาพสำหรับเด็กมาโดยตลอด เราจึงสื่อสารวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ให้กับผู้เขียนนั่นก็คือพี่ตุ๊บปอง เมื่ออธิบายแล้วท่านก็นำไปเขียนเรื่องเล่าเป็นรูปแบบร้อยกรอง จากนั้นก็มีการประสานไปยังทีมวาดภาพสำหรับเด็ก เพื่อสร้างชุดนิทานให้เด็กเข้าใจเรื่องราวได้อย่างง่ายผ่านการนำเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ มาสะท้อนให้เห็น เพื่อทำให้เด็กสามารถเชื่อมโยงและอิงกับสิ่งที่ตนเองเจอได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดหนังสือนิทานดังกล่าวจะสามารถสร้างความตระหนักและความระมัดระวังเรื่องพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าให้เด็กและเยาวชนได้” พญ.พรรณพิมล กล่าว

คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือพี่ตุ๊บปอง กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ผู้เล่าเรื่องชุดหนังสือนิทานครอบครัวสุขภาพดี..ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า กล่าวว่า นิทานมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ดูเหมือนจะเข้าใจยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย ส่วนตัวเชื่อในพลังของศาสตร์นิทานเพราะยึดถือมาโดยตลอดว่า “นิทานเป็นเรื่องเล่าขานผ่านชีวิตคน” ซึ่งเป็นกลวิธีที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณกาลในการสร้างนิสัยหรือคุณค่าที่ดีให้กับสังคม
พี่ตุ๊บปอง กล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานด้านพัฒนาการเด็ก และเขียนนิทานมากว่า 300 เรื่อง เทคนิควิธีสำคัญที่จะใช้ในการแต่งนิทานต้องเริ่มต้นจากกรอบความคิดที่ชัดเจนเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร จากนั้นก็จะสร้างเรื่องราวและตัวละครหลักที่อยู่ในวัยเดียวกันกับเด็ก พร้อมทั้งมีชุดคำ ภาษา และจังหวะจะโคนในการสื่อสารที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวละครเหล่านี้คือเพื่อน ไม่ใช่การสั่งสอนผ่านชุดคำของผู้ใหญ่
“อย่างเช่นในชุดนิทานเรื่องนี้ จะมีฉากที่ตัวละครเด็กต้องไปเดินตลาดกับพ่อแม่ แล้วได้กลิ่นบุหรี่ไฟฟ้าที่คล้ายกับกลิ่นสตอบอรี่ กลิ่นวนิลา จนเด็กรู้สึกอยากจะสูบบ้าง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องปกติสามัญที่เด็กมักพบเจอได้ในชีวิตจริง ตัวละครของพ่อจึงยกตัวอย่างให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าควรหรือไม่ควรอย่างไรโดยมีตัวอย่างให้เห็นชัดๆ จะทำให้เด็กที่ฟังนิทานเรื่องนี้กลับมาย้อนคิดว่ารอบตัวของเขามีใครบ้างที่สูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัวกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของเขา สำคัญที่สุด คือภาษาที่ใช้ในชุดนิทานจะเป็นภาษาพูดซึ่งจะหนุนเสริมให้เรื่องราวเข้าไปอยู่ในชีวิตของเด็กได้ง่ายขึ้น เช่นคำว่า ช๊อบชอบ ดีใจ๊ดีใจ ฯลฯ คลื่นเสียงเหล่านี้ เป็นเสียงพูดที่อยู่ในวัยของเด็ก” พี่ตุ๊บปอง กล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเป้าหมายหลักของชุดนิทานดังกล่าวคือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูผู้สอนเด็กเล็กที่จะทำหน้าที่ในการอ่านนิทานให้เด็กฟัง โดยหวังจะให้เป็นกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว หรือโรงเรียน ส่วนตัวจึงอยากจะให้ยึดคติไว้ว่า “เล่านิทานจบ แต่การเรียนรู้ของเด็กไม่จบ” ผ่านหลักการคำถาม 3 ดี ได้แก่ ดีที่หนึ่ง คือการชวนคุยกับลูกว่าตัวละครหรือเรื่องที่อยู่ในนิทานมีใครบ้าง เรื่องดำเนินอย่างไร ก่อนจะนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ดีที่สอง คือการถามคำถามแบบสนุกสนานว่าเด็กได้อะไรจากการฟังนิทานบ้าง เช่น “สนุกมั้ย สรุปแล้วบุหรี่ไฟฟ้าดีรึเปล่า ถ้าเราได้กลิ่นเหล่านี้ เราควรจะยืนดมกลิ่นหรือต้องเดินออกมานะ?” ดีที่ 3 คือการชวนพูดคุยในเรื่องที่ตลกๆ เช่น “ตัวละครเด็กคนนี้ ถ้าใส่แว่น คนไหนจะหน้าตาเท่ที่สุด” เพราะวิธีการเล่นเหล่านี้จะทำให้เด็กรู้สึกอินไปกับตัวละคร เมื่ออินแล้วเรื่องราวของตัวละครก็จะเข้าไปอยู่ในใจของเด็กในท้ายที่สุด

