เครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้เท่าทันแอลกอฮอล์ชี้ สถาบันการศึกษา-ครอบครัว ร่วมปลูกฝังค่านิยม “ไม่ดื่มแล้วขับ” เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม

เครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้เท่าทันแอลกอฮอล์ชี้ สถาบันการศึกษา-ครอบครัว ร่วมปลูกฝังค่านิยม “ไม่ดื่มแล้วขับ” เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ด้านเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม ชงแก้กฎหมายเพิ่มโทษเมาขับชนคนตายให้ติดคุกจริงทุกราย

รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะผู้จัดการเครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้เท่าทันแอลกอฮอล์ เผยว่า กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยเมาแล้วขับในเขตพื้นที่ จ.ปทุมธานี ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ทางเครือข่ายมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงโศกนาฏกรรมเฉพาะราย แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์“การดื่มแอลกอฮอล์แม้อาจถือว่าเป็นเสรีภาพในการบริโภคส่วนบุคคล แต่ต้องไม่ลืมว่าการที่มีความสามารถในการควบคุมยานพาหนะที่ลดลง รวมถึงความยับยั้งชั่งใจที่ลดลงซึ่งเป็นสิ่งที่รับรู้กันโดยทั่วไป การตัดสินใจขับขี่ยานพาหนะในขณะที่มีอาการมึนเมาเป็นการตัดสินใจที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตผู้อื่น พฤติกรรมดังกล่าวควรถูกพิจารณาว่าไม่ใช่เป็นเพียงความประมาททั่วไป ดังนั้นสังคมควรตระหนักว่า การตัดสินใจในการดื่มแอลกอฮอล์ไม่สามารถถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลได้ 100% เนื่องจากการตัดสินใจดื่มอาจส่งผลสืบเนื่องต่อบุคคลที่ 3 ที่อาจได้รับผลกระทบจากผู้ดื่มที่มีอาการมึนเมา

ในกรณีนี้ ผู้ต้องสงสัยเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยจึงควรมีบทบาทในการหล่อหลอมความรับผิดชอบต่อสังคมของเยาวชน และควรมีมาตรการเชิงรุก เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากแอลกอฮอล์ควบคู่กับการจัดแคมเปญรณรงค์ให้นักศึกษาลดการบริโภคแอลกอฮอล์ รวมถึงแนวทางในการขับขี่ยานพาหนะอย่างปลอดภัย นอกจากสถาบันการศึกษแล้ว ครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานในการปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มและการขับขี่ยานพาหนะ ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการไม่ส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การดื่ม และความตระหนักในการรับผิดชอบต่อส่วนร่วมเมื่อลูกหลานของตนเองขับขี่ยานพาหนะ และในกรณีควรมีส่วนร่วมในการเยียวยาผู้เสียหาย ประเด็นสุดท้าย คือ ความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม ทางเครือข่ายฯ ขอเรียกร้องให้การบังคับใช้กฎหมายในกรณีดังกล่าวเป็นไปโดยเสมอภาค และโปร่งใส เพื่อลดข้อครหาของสาธารณะ และรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม”

นายเวชพิสิษฐ์ พันสูงเนิน นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในเครือข่ายฯ กล่าวว่า “การเมาแล้วขับไม่ใช่เรื่องเท่แต่คือความเสี่ยงต่อชีวิตคนอื่น คนรุ่นใหม่ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่เพื่อนก็ควรเตือนเพื่อนไม่ให้ดื่มแล้วขับ และขอฝากถึงผู้บังคับใช้กฎหมายว่า ควรบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมกับทุกคน ไม่ว่าขับรถหรูหรือมีฐานะแค่ไหน เพราะบนท้องถนนทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน”

นายพนมวรรธ พันธ์ฤทธิ์ดำ นิสิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร ประธานชมรม The Blue Voice Club รุ่นที่1 กล่าวว่า รู้สึกสะเทือนใจและเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างยิ่ง ที่ต้องสูญเสียคนสำคัญจากความประมาทของผู้ที่เลือกดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ สะท้อนถึงการขาดจิตสำนึก ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนน คนรุ่นใหม่ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ดื่มแล้วไม่ขับ เตือนเพื่อน หยุดเพื่อน คือสิ่งที่ทุกคนควรร่วมกันทำ เพราะในยุคที่สามารถเรียกรถรับส่งได้ง่ายเพียงไม่กี่คลิก การเลือกเมาแล้วขับไม่ควรมีข้ออ้างใดมารองรับได้อีกต่อไป สังคมไทยมีบทเรียนจากคดีเมาแล้วขับมามากพอแล้ว และถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมกันสร้างจิตสำนึกเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถานศึกษาในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับเยาวชนเกี่ยวกับผลกระทบของการดื่มแล้วขับ การปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและความปลอดภัยบนท้องถนนควรเป็นเรื่องที่ได้รับการเน้นย้ำอย่างจริงจัง เพื่อให้คนรุ่นใหม่เติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมที่มีความรับผิดชอบและเคารพต่อชีวิตของผู้อื่น​

ด้าน นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ทนายความ เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม กล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งของสังคมไทย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์ดื่มแล้วขับชนคนตายเกิดขึ้นบ่อยมาก จนแทบกลายเป็นความชาชินไปแล้ว ซึ่งความชาชินจนเป็นเรื่องปกตินี้ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความอันตรายขั้นสูงของปัญหาต่างๆ เมื่อใดก็ตามที่ปัญหานั้นอยู่ในความสนใจของสังคมเพียงชั่วคราว เหมือนไฟไหม้ฟาง เกิดขึ้นซ้ำซากจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ของสังคมนั้น นั่นคือสัญญาณอันตรายยิ่ง และยากที่จะแก้ปัญหา กรณีนี้จึงถึงเวลาแล้วที่จะลดความสูญเสียอย่างเป็นรูปธรรม ควรนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายอย่างจริงจัง และเร็วๆนี้เครือข่ายจะยื่นหนังสือต่อพรรคการเมืองเพื่อให้เร่งเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก โดยเฉพาะ มาตรา 160 ตรี ที่กำหนดโทษของผู้ดื่มแล้วขับและไปก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่นจนถึงแก่ความตายให้ได้รับโทษจำคุกจริง

“ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (2) และ มาตรา 160 ตรี วรรคท้าย บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดขับขี่รถ ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และหากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเลิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่โดยข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบว่าหากผู้กระทำความผิดรู้สึกสำนึกในความผิด และได้พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหาย โอกาสที่ศาลท่านจะพิจารณาลดโทษให้ค่อนข้างสูง และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วางหลักไว้ว่าหากคดีนั้นศาลลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรากฎว่าผู้นั้นไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือเคยรับโทษในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ความผิดเล็กน้อย หรือพ้นโทษมาแล้วเกินกว่าห้าปี เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาววะแห่งจิต นิสัย อาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปราณี ศาลอาจจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ก็ได้ โดยสรุปคือ เมาแล้วขับชนคนตาย ก็อาจจะไม่ติดคุกจริง จึงต้องมีความจำเป็นที่สังคมต้องมาพิจารณาเรื่องการเพิ่มโทษคนเมาแล้วขับที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการแก้กฎหมายที่ทุกพรรคการเมืองที่ควรให้ความสำคัญ” นายธีรภัทร์ กล่าว

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *