นักวิชาการชี้กฎหมายใหม่เพิ่มโทษขายให้เด็กและคนเมา เพิ่มความรับผิดทางแพ่งของผู้ขาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายสากลหากก่อความเสียหายต่อผู้อื่น

นักวิชาการชี้กฎหมายใหม่เพิ่มโทษขายให้เด็กและคนเมา เพิ่มความรับผิดทางแพ่งของผู้ขาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายสากลหากก่อความเสียหายต่อผู้อื่น เป็นหลักการที่ถูกใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าช่วยลดอุบัติเหตุและความรุนแรงได้จริง ประกาศตรวจอาการมึนเมา 2569 ช่วยยกระดับกฎหมายไทย ลดความเสี่ยงทางสังคม

ภายหลังจากพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ และมีการเพิ่มโทษผู้ที่ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และคนเมา จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังเพิ่มความรับผิดทางแพ่งกับผู้ขายด้วย หากผู้ดื่มไปทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินผู้อื่น ประกอบกับการประกาศใช้ “ประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบอาการมึนเมา พ.ศ. 2569” ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการทำให้มาตรการ “ห้ามขายให้คนเมา” สามารถบังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ โดยประกาศดังกล่าวได้กำหนดทั้งนิยามอาการมึนเมาและวิธีการตรวจสอบที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ขายสามารถใช้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ

อ.นพ.วิธู พฤกษนันต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสุขภาพและแพทย์นิติเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า นี่คือ “ความก้าวหน้าทางกฎหมาย” ที่ทำให้ประเทศไทยขยับเข้าใกล้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะหลักการที่เรียกว่า “Dram Shop Liability (ผู้ขายร่วมรับผิด)” ซึ่งกำหนดให้ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องร่วมรับผิด หากขายให้กับผู้ที่มีอาการมึนเมาแล้วก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น หลักการนี้ถูกใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าช่วยลดอุบัติเหตุและความรุนแรงได้จริง โดยหัวใจของกฎหมายไม่ได้อยู่ที่การลงโทษ แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของผู้ขายจาก “ผู้จำหน่าย” ไปสู่ “ผู้มีส่วนร่วมในการป้องกันความเสี่ยง” มาตรา 29 ของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้วางหลักให้ผู้ขายต้องร่วมรับผิดทางแพ่ง หากมีการขายให้กับผู้ที่มีอาการมึนเมาโดยไม่ตรวจสอบ และการขายนั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายละเมิดและแนวคิดสากลที่มองว่าผู้ขาย “ควรรู้” และ “ควรป้องกัน” ความเสี่ยงที่เกิดจากการบริโภค ซึ่งในเชิงวิชาการ แนวทางสากลไม่ได้เน้นการวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด แต่ใช้ “การสังเกตอาการภายนอก” เป็นหลัก เช่น การพูดไม่ชัด การทรงตัวผิดปกติ พฤติกรรมก้าวร้าว หรืออาการทางกายภาพ โดยกำหนดเป็น checklist เพื่อช่วยให้พนักงานใช้ดุลยพินิจได้อย่างมีมาตรฐาน และในหลายประเทศยังมีการอบรมพนักงานอย่างเป็นระบบ เช่น โปรแกรม TIPS หรือ Responsible Service of Alcohol (RSA) เพื่อให้สามารถคัดกรองและปฏิเสธการขายได้อย่างปลอดภัย

“ตนเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของโครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรองภายใต้ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใน 4 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี โดยผลการศึกษาสะท้อนว่า การบังคับใช้มาตรา 29 ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ โดยพบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่ยังใช้ การสังเกตอาการพื้นฐาน เช่น เดินเซ พูดไม่ชัด หรือกลิ่นแอลกอฮอล์ เป็นหลัก และวิธีการทดสอบทางกายภาพ เช่น การเดินต่อเท้า หรือแตะจมูก ยังถูกมองว่า อาจจะปฏิบัติจริงได้ยากในช่วงแรก ในขณะที่ร้านค้ามีความกังวลต่อการร่วมรับผิดทางแพ่ง โดยเฉพาะความยากในการพิสูจน์ว่าลูกค้าเมาจากร้านใด ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มปรับตัว เช่น ติดตั้งกล้องวงจรปิด ใช้วิธีปฏิเสธแบบเลี่ยงการปะทะ และลดเวลาเปิดร้านเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าช่องว่างด้านการสื่อสารกฎหมาย เป็นอุปสรรคสำคัญ ร้านค้าหลายแห่งยังไม่เข้าใจรายละเอียดของกฎหมายใหม่ และต้องการเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตนเองในทางกฎหมาย” อ.นพ.วิธูกล่าว

อ.นพ.วิธู กล่าวอีกว่า หากต้องการให้มาตรา 29 บังคับใช้ได้จริง จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. พัฒนาเครื่องมือเชิงปฏิบัติ (Practical Tools) ด้วยการจัดทำ checklist อาการมึนเมาแบบเข้าใจง่าย เช่น 4 หมวดสัญญาณ (คำพูด พฤติกรรม การทรงตัว ลักษณะทางกายภาพ) และสื่อสารในรูปแบบที่ใช้ได้จริงในร้านค้าให้กล้าวขวาง 2. อบรมพนักงานและผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดหลักสูตรอบรมสำหรับพนักงานเสิร์ฟ/แคชเชียร์ เช่น การสังเกตอาการมึนเมา เทคนิคการปฏิเสธการขายอย่างปลอดภัย การจัดการสถานการณ์เสี่ยง และการช่วยเหลือลูกค้าด้วยการเรียกรถหรือป้องกันการขับขี่ขณะมึนเมา ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับต่างประเทศที่กำหนดให้พนักงานต้องผ่านการอบรมก่อนปฏิบัติงาน โดยเฉพาะร้านค้าประเภทที่นั่งดื่มในร้าน และ 3. สร้างระบบคุ้มครองผู้ขายที่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การกำหนดแนวทางบันทึกเหตุการณ์ (incident report) หรือการใช้หลักฐานจาก CCTV เพื่อช่วยพิสูจน์ว่าร้านได้ดำเนินการตามสมควรแล้ว“กฎหมายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติ ‘ทำได้จริง’ และ ‘รู้สึกว่าถูกคุ้มครอง’ ไม่ใช่เพียงเพิ่มภาระหรือความเสี่ยงให้กับร้านค้า การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยุคใหม่ต้องอาศัย ความรับผิดชอบร่วมกัน ระหว่างผู้ขาย ผู้ดื่ม และภาครัฐ โดยมาตรา 29 และประกาศฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากการควบคุมเชิงกฎหมาย ไปสู่การจัดการความเสี่ยงในระดับสังคมอย่างเป็นระบบ” อ.นพ.วิธู กล่าว

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *