เอสซีจีแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2562 เดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

เอสซีจีแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 1ปี 2562 เดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเน้นธุรกิจแพคเกจจิ้งครบวงจร และการค้าปลีกของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

กรุงเทพฯ : 29 เมษายน 2562 – เอสซีจีแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2562 พร้อมประกาศเดินหน้ากลยุทธ์สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะธุรกิจแพคเกจจิ้งครบวงจร และการค้าปลีกของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ส่วนผลประกอบการภาพรวมมีกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน แต่อ่อนตัวลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากความผันผวนของราคาน้ำมัน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 1 ปี 2562 มีรายได้จากการขาย 112,379 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่อ่อนตัวลง ขณะที่มีกำไร 11,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ แต่ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง

โดยไตรมาสที่ 1 ปี 2562 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) 45,464 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของยอดขายรวม ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 1,439 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.3ของยอดขายรวม

สำหรับผลการดำเนินงานของเอสซีจี นอกเหนือจากประเทศไทยในไตรมาสที่1 ปี 2562 

เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียนเท่ากับ 26,784 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 จากยอดขายรวม โดยลดลงร้อยละ 1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่น ๆ 16,966 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15 จากยอดขายรวม

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31มีนาคม 2562 มีมูลค่า 598,386 ล้านบาท โดยร้อยละ 27 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี2562 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 46,240 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 13 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 6,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากไตรมาสก่อนมีการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ แต่ลดลงร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากส่วนต่างราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 48,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายตัวของตลาดซีเมนต์ในประเทศ โดยมีกำไรสำหรับงวด3,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 95 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้จากการขาย 21,127 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 4จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายที่ลดลงในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,681 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการบริหารต้นทุนของธุรกิจ ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการซ่อมบำรุง รวมถึงการดำเนินโครงการลดต้นทุนต่าง ๆ

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า “ทุกกลุ่มธุรกิจของเอสซีจียังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมตอบรับความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแพคเกจจิ้ง ที่มุ่งสู่การเป็น Total Packaging Solutions Provider หรือคู่คิดด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ด้วยการเดินหน้าขยายฐานการผลิตในอาเซียน โดยเฉพาะในตลาดที่มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และกระบวนการผลิตเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและการใช้งานของผู้บริโภค ตลอดจนการเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular  Economy) ตามแนวทางของเอสซีจี หรือ SCG Circular Way เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วไปรีไซเคิลได้ง่าย หรือใช้วัตถุดิบในการผลิตน้อยลง แต่ยังคงคุณสมบัติที่ดีของบรรจุภัณฑ์ เช่น การพัฒนาหลอดกระดาษที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ สามารถใช้งานได้นานถึง 4 ชั่วโมง การพัฒนาถุงกระดาษเคลือบสารพิเศษที่ช่วยป้องกันความชื้น หรือ fibro zeal และการพัฒนาแพคเกจจิ้งพลาสติกแบบ mono-material ด้วยการนำวัสดุชนิดเดียวกันมาประกบกันหลายชั้น 

ด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจีได้จับมือกับคู่ธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับธุรกิจค้าปลีกที่กำลังเติบโต ให้เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายในรูปแบบแฟรนไชส์ เช่น SCG Home บุญถาวร และ SCG HOME SOLUTION สามารถตอบสนองความต้องการของเจ้าของบ้านและช่างได้อย่างครบวงจร พร้อมอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าและคำนวณราคาผ่านช่องทางออนไลน์ได้กว่า 10,000 รายการ ทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งทั้งหมดนี้จะพัฒนาไปสู่การเชื่อมต่อข้อมูลทั้งออฟไลน์และออนไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ผ่าน “SCG HOME” ที่ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูล หรือเลือกซื้อสินค้าและบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร เพื่อเติมเต็มความต้องการของทุกคนในครอบครัว เช่น SCG Smart Living เพื่อบ้านสะดวกสบาย ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่เชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ภายในบ้านด้วย IoT และ SCG Solar roof เพื่อบ้านประหยัดพลังงาน ด้วยโซลูชั่นหลังคาโซลาร์และโรงจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมนวัตกรรมดังกล่าวและนวัตกรรมอื่น ๆ เกี่ยวกับบ้านได้ใน “งานสถาปนิก’62” วันที่ 30 เม.ย.– 5 พ.ค. 62 นี้ ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นอกจากนี้ เอสซีจียังพัฒนาธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ หรือเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรเพื่อให้บริการลูกค้าในรูปแบบโซลูชั่นครบวงจร และการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ให้ตอบโจทย์ตลาดทั้งอาเซียนและจีนตอนใต้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย 

ส่วนธุรกิจเคมิคอลส์ ที่นอกจากจะมีโครงการปิโตรเคมีครบวงจร LSP ในเวียดนามที่ดำเนินการได้ตามแผน ยังมีการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products & Services – HVA) ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและอุตสาหกรรม เช่น การร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค ยกระดับมาตรฐานการส่งน้ำประปาผ่านท่อขนาดใหญ่ลอดใต้ทะเลสู่เกาะสมุยเป็นครั้งแรกในไทย เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค โดยใช้ท่อที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก PE112 ซึ่งเป็นนวัตกรรมชั้นนำของโลกที่คิดค้นโดยเอสซีจี ทำให้ท่อมีคุณสมบัติทนแรงดันได้สูงสุด

นอกจากนี้ ยังเน้นการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น ร่วมกับ ซีพี ออลล์ และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ในการนำขยะพลาสติกจากสำนักงาน ศูนย์กระจายสินค้า และร้านเซเว่น อีเลฟเว่น มาผสมกับยางมะตอย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพถนนในพื้นที่บริเวณหน้าร้าน

เอสซีจียังผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำBlockchain Corda R3 มาใช้เป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง-ชำระเงิน (Procure-to-Pay) กับคู่ค้าอย่างครบวงจรเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากโดยเฉพาะในธุรกิจเคมิคอลส์และธุรกิจแพคเกจจิ้ง โดยสามารถช่วยลดต้นทุนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง-ชำระเงิน ได้ถึงร้อยละ 70 ทำให้เอสซีจีได้รับรางวัลThe Asset Triple A Treasury, Trade, Supply Chain and Risk Management Awards 2019 สาขา Best Supply Chain Solution จากนิตยสาร The Asset ซึ่งเป็นนิตยสารการเงินชั้นนำแห่งเอเชีย และรางวัล Gold Awards สาขา Excellence in Automation จากงาน 21stAsian Shared Services & Outsourcingที่จัดโดย Shared Services & Outsourcing Network (SSON) ซึ่งเป็นเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้าน Shared Services และ Outsourcing ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งเอสซีจียังมีแผนที่จะพัฒนาBlockchain เพื่อนำไปใช้กับงานด้านอื่น ๆ ต่อไป เช่น การอำนวยความสะดวกให้คู่ธุรกิจในการซื้อสินค้าจากเอสซีจีด้วย” นายรุ่งโรจน์ กล่าวในตอนท้าย

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *